%@LANGUAGE="VBSCRIPT" CODEPAGE="CP_ACP"%>
SDI แฟรนไชส์แนวใหม่จากเครือสหพัฒนพิบูลโอกาสที่ร้านเล็กๆไม่ว่าจะเป็น ร้านโชว์ห่วย ร้านเสริมสวย ฯลฯ หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่มีร้านค้าของตนเอง ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อค่ายสหพัฒน์เปิด "ศูนย์จำหน่ายอิสระSDI" ขึ้น เพื่อให้สมาชิกรับสินค้าของเครือ ซึ่งมีอยู่หลากหลายชนิด สารพัดผลิตภัณฑ์ไปจำหน่าย รูปแบบธุรกิจดังกล่าว จะมีทั้งการขายปลีก การขายตรง และ การขยายสมาชิก สาขาในรูปแบบ แฟรนไชส์ รวมอยู่ด้วยกัน








|
|
Wednesday 17 September, 2003
|
|||
|---|---|---|---|
|
" เซายู ดัลกลิช " กรรมการผู้อำนวยการบริษัท สหไดเร็กชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บอกว่าด้วยวิธีนี้นอกจาก สมาชิกจะมี รายได้จากการจำหน่ายสินค้า ของบริษัทแล้ว ยังมี รายได้จากการหาสมาชิกเพิ่ม และ การขยายแฟรนไชส์ ต่อไปด้วย เจ้าของกิจการยังสามารถทำธุรกิจเดิมของตนเองได้ตามปกติ ไม่มีค่าแฟรนไชส์ ค่าแรกเข้าหรือค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อร้าน มีแค่ป้ายของ "ศูนย์จำหน่ายอิสระ SDI" เท่านั้น กระทั้งผู้ที่ไม่มีหน้าร้าน ก็ยัง เปิดเว็บไซต์ขายสินค้าได้ด้วยความที่เป็นแฟรนไชส์ซึ่งยืดหยุ่นสูง ลงทุนน้อย ในขณะนี้มี ร้านแฟรนไชส์ SDI กว่า 200 ร้าน ภายใน 1 ปีแล้ว ที่ว่าเป็นแฟรนไชส์รูปแบบใหม่นี้ก็คือ มีทั้ง การขายปลีก การขายตรง หรือ MLM และการขยายสาขาต่อไป ในรูปแบบแฟรนไชส์ รวมอยู่ด้วยกัน เป็นแบบ "ทรีอินวัน" ก็ว่าได้ เราจะให้โอกาสร้านเล็กๆ อย่างร้านโชวห่วย หรือจะเป็นร้านอะไรก็ได้ โดยเขาสามารถมาเป็นแฟรนไชส์ ขายสินค้าของสหพัฒน์ และจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ถ้าสามารถขายแฟรนไชส์ต่อไปอีก ในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ที่แฟรนไชส์ซีของตัวเองขายได้ เธอบอกว่าระบบ "เอ็มซีดี" จะต่างจากการขายตรง และแฟรนไชส์ทั่วไป ตรงที่การขายตรงจะไม่มีหน้าร้าน เพราะฉะนั้นกำไรหรือผลตอบแทน จะมาจากการหาสมาชิก ขณะที่แฟรนไชส์ทั่วไปเป็นร้านค้า ซึ่งบริษัทจะรับผิดชอบ ด้านการเทรนพนักงาน การจัดร้าน
รูปแบบนี้เจ้าของร้านไม่เสียค่าแฟรนไชส์ แต่จะได้เป็นกำไรค่าแฟรนไชส์ คือแทนที่เขาจะต้องเสียค่าแรกเข้า เสียค่าบำรุง ให้กับบริษัท เขาก็ไม่ต้องเสีย และบริษัทจะแบ่งเอาเปอร์เซ็นต์ จากยอดขายของเขามาให้" แต่ในระบบเอ็มซีดี บริษัทจะไม่สอน คนที่อยู่ในสนาม แต่แฟรนไชส์ซี จะเป็นคนสอนต่อ คือเป็นการทำงานที่เอาแฟรนไชส์ ร้านแฟรนไชส์เล็กๆ มาทำเป็นเครือข่าย และคนที่รับผิดชอบ อยู่ในสนาม ก็ไปทำหน้าที่ของเขาไป" เธอกล่าวว่า จากระบบนี้ บริษัทจะได้ลดขั้นตอน ในการดูแลแฟรนไชส์ลง โดยจะยกหน้าที่นี้ ให้กับผู้ประกอบการที่เป็น "มาสเตอร์แฟรนไชส์" ให้ดูแลร้านแฟรนไชส์ที่ตนขยายไป โดยจะเทรนเรื่องต่างๆ ให้ เช่น สอนการทำธุรกิจ การจัดร้าน การจัดโปรโมชั่น และการติดตามผลงานต่าง ซึ่งเธอบอกว่า เป็นเหมือนการถ่ายทอดประสบการณ์ ระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ประกอบการอีกด้วย "เซายู" กล่าวว่า เนื่องจากบริษัทไม่ได้เทรนแฟรนไชส์ซี แต่ทางเจ้าของร้าน ต้องไปเทรนกันเอง จึงไม่ต้องมีค่าแฟรนไชส์ ค่าแรกเข้า หรือค่าใช้จ่ายจิปาถะแต่อย่างใด การแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับ ศูนย์แฟรนไชส์ นั้นก็คล้ายกับการขายตรง คือ ทางบริษัทจะมีสเตทเมนท์ ให้ในแต่ละสิ้นเดือน ว่าแฟรนไชส์สายตรง แต่ละร้านขายได้เท่าไหร่ แล้วแบ่ง 10% จากยอดขายนั้นให้กับ ศูนย์แฟรนไชส์ และหากแฟรนไชส์สายตรง ขยายแฟรนไชส์ต่อไปได้อีก ก็จะได้รับส่วนแบ่ง 5% จากยอดขายนั้น อาทิเช่น ร้านเสริมสวยคุณเหมียว สมัครเป็นแฟรนไชส์ ศูนย์จำหน่ายอิสระSDI ซึ่งจะรับสินค้าในเครือสหพัฒน์ เข้ามาวาง"ขายปลีก"ในร้าน(แบบมีหน้าร้าน) หรือ"ขายตรง"โดยการหาสมาชิกก็ได้(แบบไม่มีหน้าร้าน) ในเวลาต่อมา ร้านเสริมสวยคุณเหมียว ได้แนะนำร้านเสริมสวยพรทิพย์ ให้เข้าร่วมเป็นศูนย์จำหน่ายอิสระด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ ร้านเสริมสวยคุณเหมียว ได้รับส่วนแบ่ง 10% ของยอดจำหน่ายสินค้า ของ ร้านเสริมสวยพรทิพย์ จากการ "ขยายแฟรนไชส์" หาก ร้านเสริมสวยพรทิพย์ ได้แนะนำ ร้านเสริมสวยลิลลี่ ให้เข้าร่วมเป็นแฟรนไชส์ SDI อีก ร้านเสริมสวยพรทิพย์ ก็จะได้รับส่วนแบ่ง 10% จากยอดจำหน่ายสินค้าของ ร้านเสริมสวยลิลลี่ ขณะเดียวกัน ร้านเสริมสวยคุณเหมียว ก็ยังจะได้รับส่วนแบ่ง"ขยายแฟรนไชส์เครือข่าย" 5% จากยอดจำหน่ายสินค้า ของ ร้านเสริมสวยลิลลี่ เช่นกัน เปอร์เซ็นต์จากยอดขายที่ได้รับ จะต้องเป็นสินค้าของเอสดีไอเท่านั้น ทางบริษัทไม่ได้ตั้งเงื่อนไขในการขาย อยู่ที่ว่าขายมากได้มาก ขายน้อยได้น้อย เราเน้น "การขาย" กับ "การหาสมาชิก" ส่วนการสั่งซื้อสินค้าของสหพัฒน์ ไม่ได้กำหนดว่า ต้องสั่งเดือนละเท่าไหร่" สินค้าในเครือของสหพัฒน์นั้น ถือว่ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ดูแลผิว เครื่องดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าแบรนด์เนม ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เช่น มาม่า, Arrow, Guy Laroche, เครื่องสำอาง MTI, Socear, Laforre'', Natural White, K''avalon เป็นต้น " เซายู" บอกว่าร้านที่ขายแฟรนไชส์ออกไป ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นร้านประเภทเดียวกัน แต่โดยส่วนมากจะเป็นธุรกิจ ประเภทเดียวกัน เช่น ร้านเสริมสวย ร้านโชวห่วย ฯลฯ เนื่องจากว่าร้านประเภทเดียวกัน จะมีวัตถุประสงค์เดียวกัน การร่วมกันทำธุรกิจก็ง่ายขึ้น เธอบอกว่า การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์เอสดีไอนี้ มาสเตอร์แฟรนไชส์กับสมาชิกแฟรนไชส์ ต่างคนก็ต่างขาย สินค้าตน ทุนก็คนละทุน ต่างคนต่างสั่งสินค้าจากบริษัท โดยข้อมูลต่างๆ ก็จะได้รับจากบริษัทโดยตรง การสั่งซื้อสินค้าก็ไม่ผ่านกัน โดยทางบริษัทจะส่งสินค้าให้ และเจ้าของร้านจะสามารถ เลือกรายการสินค้าได้เอง ไม่ได้กำหนดว่าสินค้าที่ขาย จะต้องเป็นสินค้าของสหพัฒน์เท่านั้น เอาสินค้าที่อื่นมาขายด้วยก็ได้ ส่วน "ชื่อร้าน" นั้น " เซายู " บอกว่า แล้วแต่แฟรนไชส์จะตั้งชื่อร้านเอง สมาชิกที่มาสเตอร์แฟรนไชส์หาได้ ไม่จำเป็นต้อง ตั้งชื่อร้านตามมาสเตอร์แฟรนไชส์ อาจจะตั้งชื่อร้านชื่ออื่นก็ได้ แต่ร้านจะมีป้ายของ "ศูนย์จำหน่ายอิสระ SDI" อยู่ด้วย เธอบอกว่าความช่วยเหลือสหไดเร็คชั่น ที่มีให้แฟรนไชส์คือ ทางบริษัทจะจัดแคมเปญ ลดแลกแจกแถมให้ ในแต่ละเดือน โดยทางบริษัทจะมีแค็ตตาล็อก ให้กับร้านค้าสมาชิก แต่ กลยุทธ์การตลาดต่างๆ นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละร้าน จะจัดการอย่างไร จากระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ปัจจุบันนี้มีร้านแฟรนไชส์ SDI กว่า 200 ร้าน ซึ่งรวมร้านทุกประเภท ซึ่งต้องมีสินค้าของสหพัฒน์ ไว้หมุนเวียนภายในร้านทุกเดือน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละร้านจัดการภายในร้านอย่างไร ระยะเวลาในการคืนทุน
6 เดือนไม่เกิน 1 ปี ก็มีหลายคนที่ทำเป็นอาชีพเสริม จุดเด่นคือลงทุนน้อยและมีความยืดหยุ่นสูง
สามารถเปิดหลากหลายได้ ไม่มีข้อจำกัด" อินเทอร์เน็ต ก็เป็นหนึ่งในช่องทางการกระจายสินค้า หลายช่องทางหรือ MCD ส่วนเรื่อง การแข่งขัน ส่วนมากคนที่มีหน้าร้าน จะได้เปรียบกว่า ตรงที่หน้าร้าน สามารถให้บริการลูกค้า ได้อย่างทั่วถึง ทำให้รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร จะมีความคล่องตัวมากกว่า "เซายู" กล่าว ระบบ MCD ซื้อหนึ่งได้ถึงสาม แฟรนไชส์ศูนย์จำหน่ายอิสระ "SDI" ใช้ระบบ MCD (Multi-Channel Distrubution) หรือ การกระจายสินค้าหลายช่องทาง ซึ่งทางสหพัฒนพิบูลได้นำระบบ MCD นี้ไปจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ที่ผ่านมา โดยระบบนี้เป็นระบบการกระจาย สินค้าแฟรนไชส์แนวใหม่ โดยผสมผสาน "การขายปลีก" "การขายตรง" ที่สามารถพัฒนาไปเป็น "ระบบแฟรนไชส์" และขยายให้เป็น "เครือข่าย" ได้ต่อไป แฟรนไชส์ทั่วไปจะมีค่าใช้จ่าย ที่บริษัทจ้างพนักงาน ไปดูแลแฟรนไชซีต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ สอน พนักงานในร้าน แต่ในระบบเอ็มซีดี บริษัทจะไม่ทำหน้าที่นี้ แต่จะมอบให้ผู้ประกอบการ ที่มีประสบการณ์ ออกไปให้คำแนะนำ ให้กับร้านของเขาเอง สอนว่าจะจัดร้านแบบไหน และแนะนำการจัดโปรโมชั่นต่างๆ การตกแต่งร้าน รวมทั้งสอนพนักงาน ให้มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่ขาย" "เซายู ดัลกลิช" กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหไดเร็กชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าว ทางเราจะนำค่าใช้จ่ายนี้ มาให้เป็นผลตอบแทน แก่ผู้ประกอบการอิสระ ที่ขายแฟรนไชส์นี้ออกไป คือ แทนที่เรา จะใช้เจ้าหน้าที่ สมมติ เรามีแฟรนไชส์ 200 แห่ง ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ 100 หรือ 50 คน ที่จะเข้าไปดูแลแต่ละร้าน แต่ในระบบนี้ถ้าแฟรนไชส์ ต้องการที่จะมีรายได้มากขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของเขา ที่จะต้องไปหาสมาชิกเพิ่ม เหมือนกับให้เขาเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ และคนที่มาซื้อสิทธิจากเขา ก็สามารถไปเปิดแฟรนไชส์ต่ออีกได้เรื่อยๆ ส่วนคนที่เป็นคนเริ่มต้นขายแฟรนไชส์นี้ จะคอยสอนแฟรนไชส์ที่เขาได้ขายออกไป เพราะว่าเขาก็มีผลประโยชน์ด้วย และเขาก็มีประสบการณ์ มากกว่าคนที่เพิ่งซื้อแฟรนไชส์ใหม่ๆ เธอกล่าวว่าแฟรนไชส์แต่ละร้าน สามารถเลือกได้หลากหลายช่องทาง แต่ก็อาจจะมีปัญหาบ้างตรงที่ว่า คนที่ขายตรง ส่วนใหญ่ จะเปิดร้านไม่ค่อยเป็น ส่วนคนที่เปิดร้านแล้ว ก็ไม่ชอบขายตรง ดังนั้นการที่ให้คนที่ประกอบธุรกิจ ในลักษณะเดียวกัน มานั่งปรึกษากัน หาแนวคิดวิธีการบริหารก็เป็นการดี เนื่องจากประสบปัญหาคล้ายกัน การร่วมมือแก้ปัญหา จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทจะรับผิดชอบสินค้า และระบบส่งเสริมการตลาด โดยจะป้อนสินค้าและระบบต่างๆ ให้แก่แฟรนไชส์ มีระบบการ เก็บบัญชี การทำข้อมูล เหมือนกับบริษัททั่วๆ ไป
หนังสือพิมพ์
กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2545 ![]() |
|
|